ขยายความหมาย ในคำพระ

[ บทไหว้ครู ]


[ คำอุทิศ ]


ขยายความหมาย ในคำพระ ไหว้พระหน้าคอมฯ นั่งสมาธิหน้าคอมฯ เรียนรู้พระธรรม จากพระไตรปิฎกออนไลน์
คำศัพท์ที่ขึ้นต้นด้วยอักษร จ | จงกรม-จริต | จริมกจิต-จัญไร | จัณฑปัชโชต-จ่าย | จาร-จิตตภาวนา | จิตตมาส-จีวรกาลสมัย | จีวรทานสมัย-จุลพน | จุลราชปริตร-เจโตปริยญาณ | เจโตวิมุตติ-เจ้าอธิการแห่งอาหาร | เจ้าอาวาส-ใจดำ |

จงกรม

เดินไปมาโดยมีสติกำกับ

การเดินจงกรม คือ การเดินย่างก้าว โดยมีสติกำหนดอยู่ที่เท้า ซึ่งกำลังก้าวเดินไป เป็นวิธีการทำสมาธิอย่างหนึ่งในอิริยาบถเดิน

ในการฝึกวิปัสสนากรรมฐานหลายแห่ง ผู้ฝึกมักใช้วิธีการเดินจงกรม สลับกับการนั่งสมาธิ ๑ รอบ บางแห่งเรียกว่า ๑ บัลลังก์ และในการฝึกสติด้วยการเดินจงกรม ขณะหากมีสิ่งรบกวน เช่นเสียงดัง จะหยุดเดินชั่วครู่ ตั้งจิตกำหนดรู้ แล้วจึงเริ่มเดินต่อไป

ขยายความเพิ่ม

จตุกกะ หมวด ๔
จตุกกัชฌาน

ฌานหมวด ๔ คือ รูปฌานที่แบ่งเป็น ๔ ชั้น อย่างที่รู้จักกันทั่วไป

“ฌานจตุกกนัย” ก็เรียก

จตุตถฌาน

ฌานที่ ๔ มีองค์ ๒ ละสุขเสียได้ มีแต่อุเบกขากับเอกัคคตา

จตุธาตุววัตถาน การกำหนดธาตุ ๔ คือ พิจารณาร่างกายนี้ แยกแยะออกไป มองเห็นแต่ส่วนประกอบต่างๆ ที่จัดเข้าในธาตุ ๔ คือ ปฐวี อาโป เตโช วาโย ทำให้รู้ภาวะความเป็นจริงของร่างกายว่าเป็นเพียงธาตุ ๔ ประชุมกันเข้าเท่านั้น ไม่เป็นตัวสัตว์บุคคลที่แท้จริง
จตุบริษัท

บริษัทสี่เหล่า คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา

จตุปัจจัย

เครื่องอาศัยของชีวิตบรรพชิต หรือ สิ่งจำเป็นสำหรับภิกษุสามเณร ๔ อย่าง  คือ  จีวร(เครื่องนุ่งห่ม)  บิณฑบาต(อาหาร)  เสนาสนะ(ที่อยู่ ที่นั่ง ที่นอน)  คิลานเภสัช(ยารักษาโรค)

ปัจจัยเหล่านี้เป็นของควรถวาย หรือ เป็นของที่สามารถถวายภิกษุสามเณรได้ เรียกอีกอย่างว่า ปัจจัยไทยทาน

จตุภาณวาร

เป็นประมวลบทสวดมนต์ของโบราณแบบหนึ่ง (นำมาจัดพิมพ์รวมไว้ด้วย ในหนังสือสวดมนต์ฉบับหลวง ยาวประมาณ ๕๓ หน้า) ประกอบด้วยบทสวด ๒๒ อย่าง (ท่านใช้คำว่า ธรรมประเภท ๒๒ ภาค) จัดเป็น ๔ ภาณวาร คือ

ปฐมภาณวาร (ภาณต้น) มี ๑๖ ธรรมประเภท ได้แก่ ติสรณคมนปาฐะ ทสสิกขาปทปาฐะสามเณรปัญหปาฐะ ทวัตติงสาการปาฐะ ตังขณิกปัจจเวกขณปาฐะ ทสธัมมสุตตปาฐะ มังคลสุตตปาฐะ รตนสุตตปาฐะ กรณียเมตตสุตตปาฐะ อหิราชสุตตปาฐะ เมตตานิสังสสุตตปาฐะ เมตตานิสังสคาถาปาฐะ โมรปริตตปาฐะ จันทปริตตปาฐะ สุริยปริตตปาฐะ และธชัคคสุตตปาฐะ

ทุติยภาณวาร (ภาณวารที่ ๒) มีโพชฌังคสูตรทั้ง ๓ คือ มหากัสสปโพชฌังคสุตตปาฐะ มหาโมคคัลลานโพชฌังคสุตตปาฐะ และมหาจุนทโพชฌังคสุตตปาฐะ

ตติยภาณวาร (ภาณวารที่ ๓) มี ๒ พระสูตร คือ คิริมานันทสุตตปาฐะ และอิสิคิลิสุตตปาฐะ

จตุตถภาณวาร (ภาณวารที่ ๔) ได้แก่ อาฏานาฏิยสุตตปาฐะ ที่แบ่งเป็น ๒ ภาค คือ ปุพพภาค ซึ่งในหนังสือที่พิมพ์ เรียกว่า “ยกฺขภาควาร” และ ปัจฉิมภาค เรียกว่า “พุทฺธภาควาร” (ที่ถูก หรือ ที่คลาดเคลื่อน เป็น “ยกฺขภาณวาร” คือ ภาณยักษ์ และ “พุทฺธภาณวาร” คือ ภาณพระ)

จตุยุค, จตุรยุค

ในศาลสนาฮินดู ถือว่า ๑ กัป (รูปสันสกฤตเป็นกัลป์) อันเป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งของพระพรหม (กลางวันเป็นอุทัยกัป คือ กัปรุ่ง, กลางคืนเป็นขัยกัป คือ กัปมลาย) ตั้งแต่โลกเริ่มต้นใหม่จนประลัยไปรอบหนึ่งน้น มี ๒,๐๐๐ มหายุค แต่ละมหายุคยาว ๔,๓๒๐,๐๐๐ ปี

โดยแบ่งเป็น ๔ ยุค (จตุยุค, จตุรยุค) เริ่มจากกระยะกาลที่มนุษย์มีศีลธรรม และ ร่างกายสมบูรณ์งดงาม แล้วเสื่อมทรามลง และ ช่วงเวลาของยุคก็สั้นเข้าตามลำดับ คือ

๑. กฤตยุค ยุคที่โลกอันพระพรหมสร้างเสร็จแล้ว มีความดีงามสมบูรณ์อยู่ ดังลูกเต๋าด้าน ‘กฤต’ ที่มี ๔ แต้ม เป็นยุคดีเลิศ ๑,๗๒๘,๐๐๐ ปี (สัตยยุค คือยุคแห่งสัจจะ ก็เรียก; ไทย เรียก กฤดายุค)
๒. เตรตายุค ยุคที่มีความดีงามถอยลงมา ดังลูกเต๋าด้าน ‘เตรตา’ ที่มี ๓ แต้ม ยังเป็นยุคที่ดี ๑,๒๙๖,๐๐๐ ปี (ไทยเรียก ไตรดายุค)
๓. ทวาปรยุค ยุคที่ความดีงามเสื่อมทรามลงไปอีก ดังลูกเต๋าด้าน ‘ทวาปร’ ที่มี ๒ แต้ม เป็นยุคที่มีความดีพอทรงตัวได้ ๘๖๔,๐๐๐ ปี (ไทยเรียก ทวาบรยุค)
๔. กลียุค ยุคที่เสื่อมทรามถึงที่สุด ดังลูกเต๋าด้าน ‘กลิ’ ที่มีเพียงแต้มเดียว เป็นยุคแห่งความเลวร้าย ๔๓๒,๐๐๐ ป

จตุรงคินีเสนา กองทัพมีกำลังสี่เหล่า คือ เหล่าช้าง เหล่าม้า เหล่ารถ เหล่าราบ
จตุรบท สัตว์สี่เท้า มี ช้าง ม้า วัว ควาย เป็นต้น
จตุรพิธพร, จตุรพิธพรชัย

พร ๔ ประการ คือ อายุ (ความมีอายุยืน) วรรณะ (ความมีผิวพรรณผ่องใส) สุขะ (ความสุขกายสุขใจ) พละ (ความมีกำลังแข็งแรง สุขภาพดี)

พรที่พระสงฆ์ให้แก่ชาวบ้านเป็นปกติหลังจากทำบุญแล้ว พร ๔ ประการนี้ เป็นพรที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้จึงถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์

จตุรวรรค, จตุวรรค สงฆ์พวกสี่, สงฆ์ที่กำหนดจำนวนภิกษุอย่างต่ำเพียง ๔ รูป เช่น สงฆ์ที่ทำอุโบสถกรรมเป็นต้น
จตุราธิฏฐาน

ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ, ธรรมเป็นที่มั่น, หลักธรรมที่ใช้ตั้งตัวให้มั่น หรือ เป็นที่ตั้งตัวให้มั่น เพื่อจะสามารถยึดเอาหรือลุถึงผลสำเร็จที่เป็นจุดหมาย เฉพาะอย่างยิ่งพระภิกษุใช้ตั้งตัวเพื่อจะบรรลุอรหัตตผล มี ๔ อย่าง คือ ๑. ปัญญา ๒. สัจจะ ๓. จาคะ ๔. อุปสมะ หรือ สันติ นิยมเรียกชื่อเต็มของแต่ละข้อว่า

๑. ปัญญาธิฏฐาน
๒. สัจจาธิฏฐาน
๓. จาคาธิฏฐาน
๔. อุปสมาธิฏฐาน

และ เรียกรวมว่า อธิฏฐาน ๔ หรือ จตุราธิฏฐาน ทั้งนี้มีหลักการปฏิบัติ ตามพุทธพจน์ว่า ๑. พึงไม่ประมาท(หมั่นใช้หมั่นพัฒนา)ปัญญา ๒. พึงรักษา(อนุรักษ์)สัจจะ ๓. พึงเพิ่มพูนจาคะ ๔.พึงศึกษาสันติ (เรียงคำอย่างบาลีเป็นสันติศึกษา)

จตุรารักขา

การเจริญภาวนาที่เป็นเครื่องรักษาตัวให้มีใจสงบ และตั้งอยู่ในความไม่ประมาท มี ๔ อย่าง คือ พุทธานุสติภาวนา มรณสติภาวนา อสุภภาวนา และ เมตตาภาวนา

พูดให้สั้นว่า กรรมฐานเป็นเครื่องรักษา ๔ คือ พุทธานุสติ อสุภะ เมตตา และมรณสติ

ท่านจัดขึ้นเป็นชุดที่มีชื่ออย่างนี้ในยุคอรรถกถา (วินย.อ.๓/๓๗๔), เรียกให้สั้นว่า จตุรารักข์, ในนวโกวาท เรียกว่า อารักขกัมมัฏฐาน ๔

จตุราริยสัจจ์ อริยสัจจ์สี่ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
จตุโลกบาล

ท้าวมหาราชสี่, เทวดาผู้รักษาโลกในสี่ทิศ, ท้าวโลกบาลทั้งสี่  คือ

๑. ท้าวธตรฐ จอมทภูต หรือ จอมคนธรรพ์ครองทิศตะวันออก 
๒. ท้าววิรุฬหก จอมกุมภัณฑ์ ครองทิศใต้ 
๓. ท้าววิรูปักษ์ จอมนาค ครองทิศตะวันตก 
๔. ท้าวกุเวร หรือ เวสสวัณ จอมยักษ์ ครองทิศเหนือ

จตุโวการ, จตุโวการภพ

ภพที่มีสี่ขันธ์ ได้แก่ อรูปภพ (มีแต่นามขันธ์ ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ)

จบทาน

การยกประคองสิ่งของที่จะถวายพระขึ้นเสมอศรีษะก่อนที่จะถวาย

จบทาน เป็นธรรมเนียมปฏิบัติโบราณ เป็นการแสดงความเคารพทาน และ ตั้งใจอธิษฐาน หรือ ตั้งใจอุทิศส่วนกุศล เป็นการปฏิบัติตามหลักที่ว่าก่อนให้ก็ตั้งใจ กำลังให้ก็ตั้งใจ หลังจากให้แล้วก็ตั้งใจ คือมีจิตใจงดงาม รักษาศรัทธาไว้ได้ตลอดเวลา ทานที่ให้จึงจะมีผลอานิสงส์สมบูรณ์

คำจบทานที่นิยมว่ากันคือ “สุทินนัง วตะเม ทานัง อาสวักขยาวหัง โหตุ” หมายความว่า “ทานที่ข้าพเจ้าถวายดีแล้วนี้ขอจงกำจัดอาสวกิเลสให้สิ้นไป

จรณะ

การประพฤติ, การประพฤติอันเป็นบุญ, ทาง, ทางที่ดำเนิน, ทางที่ประพฤติ

ในพระพุทธศาสนาหมายความว่า เครื่องดำเนิน, ปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติอันเป็นทางบรรลุวิชา มี ๑๕ คือ สีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล) อปัณณกปฏิปทา ๓ สัทธรรม ๗ และ ฌาน ๔

ขยายความเพิ่ม

จริต

ความประพฤติ, กิริยาอาการที่แสดงออกมาให้เห็น

บุคคลผู้มีพื้นนิสัยหรือพื้นเพจิตใจที่หนักไปด้านใดด้านหนึ่งแตกต่างกันไป  จำแนกเป็น ๖ ตามจริยา ๖ คือ
๑. ราคจริต ผู้มีราคะเป็นความประพฤติปกติ (หนักไปทางรักสวยรักงามมักติดใจ)
๒. โทสจริต  ผู้มีโทสะเป็นความประพฤติปกติ (หนักไปทางใจร้อนขี้หงุดหงิด)
๓. โมหจริต  ผู้มีโมหะเป็นความประพฤติปกติ (หนักไปทางเหงาซึมงมงาย)
๔. สัทธาจริต  ผู้มีศรัทธาเป็นความประพฤติปกติ (หนักไปทางน้อมใจเชื่อ)
๕. พุทธิจริต  ผู้มีความรู้เป็นความประพฤติปกติ  (หนักไปทางคิดพิจารณา)
๖. วิตกจริต  ผู้มีวิตกเป็นความประพฤติปกติ  (หนักไปทางคิดจับจดฟุ้งซ่าน) 

ในการที่จะเจริญกรรมฐาน ท่านแนะนำให้เลือกกรรมฐานให้เหมาะ หรือ เข้ากับจริต  โดยสอดคล้องกับจริยาของเขา (จริยานุกูล)

ขยายความเพิ่ม

::: Go To ::: Home Page | Polyboon.com | ไหว้พระหน้าคอมฯ | นั่งสมาธิหน้าคอมฯ | พระไตรปิฎกออนไลน์ |