| ช้อปปิ้ง พลาซ่า | เรื่องเล่าวิถีสยาม | ท่องเที่ยวทั่วไทย | เนื้อที่โฆษณา |
สยามเมืองยิ้ม (Thailand : Land of Smile) โลกของความเกื้อกูล ดุจผีเสื้อกับดอกไม้
::: Polyboon / Stories /เล่าเรื่องกรุงเทพฯ ๑๐ ยุค ::: เรื่องเล่าชาวสยาม :::
 


เล่าเรื่องกรุงเทพฯ ๑๐ ยุค
เรื่อง และภาพประกอบโดย พุฒิวงศ์ บุษบวรรษ

เรื่องกรุงเทพฯ ๑๐ ยุคนี้ มีคนกล่าวถึงกันผิดๆ ถูกๆ มานาน อันนี้ผมไม่ไปโต้แย้ง เพราะถือเสียว่า เป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่พักหลังๆนี้ ชักไปกันใหญ่แล้ว นอกจากจะเริ่มผิดเพี้ยน มากขึ้นแล้ว ยังนำเอาไปใช้อ้าง เพื่อวัตถุประสงค์ที่ผมรับไม่ได้ ที่อ้างเร่งเร้า ให้คนทำบุญมากๆ เข้าไว้ อันนี้นะพอทำใจ ได้ครับ เพราะอย่างน้อยก็เพื่อกระตุ้น ให้คนทำบุญสุนทานมากขึ้น แต่คำบอกเล่า ที่ได้ยินมาว่ามี สำนักหนึ่ง ไม่ขอเอ่ยชื่อแล้วกัน ลูกศิษย์ลูกหาเขาเยอะ (กลัวไม่ฉะบาย อิอิ) เขาเล่าว่าสำนักนี้ อ้างเรื่องของกรุงเทพ ๑๐ ยุค เป็น พุทธทำนาย แล้วขยายความมั่ว ยั่วยุให้คนไทย รังเกียจคนไทย ด้วยกันเอง เพียงต่างความเชื่อเท่านั้น

ผมขออธิบายเรื่องของกรุงเทพฯ ๑๐ ยุค ตามที่ผมศึกษามาเล่าสู่กัน หากข้อความเหล่านี้ไปขัดแย้งกับข้อมูลใคร ก็ไม่ขออภัยเพราะผมรู้และศึกษามาได้แบบนี้ แต่ผมไม่เถียงข้อมูลของผู้อื่น เพราะผมถือว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคล

ตามตำราทางวิชาโหราศาตร์ที่มีการบันทึก และบอกเล่าสืบต่อกันมานั้น คำทำนายกรุงเทพฯ ๑๐ ยุค เริ่มเรื่องจากฤกษ์การตั้งเสาหลักเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งในปี ๒๓๒๕ นั้นมีดาวเสาร์ซึ่งถือว่าเป็นพี่ใหญ่ของดาวบาปพระเคราะห์ หรือดาวอิทธิฤทธิ์ กับดาวพฤหัสบดี ซึ่งเป็นพี่ใหญ่ของดาวศุภเคราะห์ หรือดาวบุญญฤทธิ์ อยู่ร่วมราศีเดียวกัน ซึ่งหากต้องการเลี่ยงก็ต้องรอข้ามปี เพราะดาวสองดวงนี้ เป็นดาวเคลื่อนที่ช้า ดาวพฤหัสเคลื่อนที่อยู่ราศีละ ๑ ปี ในขณะที่ดาวเสาร์เคลื่อนที่อยู่ราศีละ ๒ ปีครึ่ง นี่ยังไม่รวมกับเวลาที่เคลื่อน ในกรณีที่ดาวโคจรวิปริตอีกนะ ก็เอาเป็นว่าได้ดวงเมืองมีพฤหัสกับเสาร์ร่วมราศีเดียวกัน

หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กับคณะโหราจารย์ในยุคนั้น ได้ออกคำทำนายโดยใช้ดาวสองดวงนี้ เป็นสำคัญ คือ ทุกๆ ๒๐ ปี ดาวสองดวงนี้จะโคจรมาร่วมราศีเดียวกันหนึ่งครั้ง จึงเรียกว่า ๑ ยุค โดยออกคำทำนายดังนี้

ยุคที่หนึ่ง (๒๓๒๕-๒๓๔๕) มหากาฬ เป็นยุคแห่งการสร้างแผ่นดิน มีสงครามมาประชิดเมือง เช่นสงคราม ๙ ทัพ

ยุคที่สอง (๒๓๔๕-๒๓๖๕) พันธุ์ยักษ์ หรือฌาณยักษ์ในบางตำรา เป็นยุคเกี่ยวกับบทประพันธ์ และการรวบรวมความรู้ ทั้งทางโลก และทางธรรม

ยุคที่สาม (๒๓๖๕-๒๓๘๕) รักษ์บัณฑิต หรือรักมิตรในบางตำรา เป็นยุคแห่งการส่งเสริมความรู้ การติดต่อซื้อขาย

ยุคที่สี่ (๒๓๘๕-๒๔๐๕) สนิทธรรม หรือ สนิทคำในบางตำรา เป็นยุคแห่งธรรมะ ศาสนารุ่งเรือง วิชาการด้านธรรมะ ได้รับการเผยแพร่ มีการสร้าง และบูรณะวัดวาอารามมากมาย

ยุคที่ห้า (๒๔๐๕-๒๔๒๕) จำแขนขาด เป็นยุคที่ต้องเสียดินแดนส่วนหนึ่งออกไป

ยุคที่หก (๒๔๒๕-๒๔๔๕) ราชโจร เป็นยุคที่มีโจรผู้ร้ายมากมาย มีกลุ่มกองโจรมากมาย มีภัยทั้งจากภายใน และภายนอกประเทศ เสียดินแดนเพิ่มเติม

ยุคที่เจ็ด (๒๔๔๕-๒๔๖๕) ยุคชนร้องทุกข์ หรือยุคนนท์ร้องทุกข์ในบางตำรา ต้องเสียพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของแผ่นดิน

ยุคที่แปด (๒๔๖๕-๒๔๘๕) ยุคทมิฬ เป็นยุคที่มีการล้มล้างการปกครอง ลดพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์

ยุคที่เก้า (๒๔๘๕-๒๕๐๕) ยุคถิ่นกาขาว เป็นยุคที่มี กษัตริย์พลัดถิ่นอยู่ในต่างแดน ต่อมามีอารยธรรมจากต่างประเทศ หลั่งไหลเข้ามา ทั้งเรื่องดี และเรื่องไม่ดี

ยุคที่สิบ (๒๕๐๕-๒๕๒๕) ยุคชาววิไล หรือยุคชาวศิวิไลย์ในบางตำรา เป็นยุคที่บ้านเมืองได้รับการพัฒนา ในด้านต่างๆ ทั้งการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ อย่างเป็นระบบ

ซึ่งจะเห็นได้ว่าคำทำนายนั้นยาวนานมาถึงกรุงเทพฯครบรอบ ๒๐๐ ปี พอดี แต่ไม่ได้แปลว่ากรุงเทพ จะสูญสลายไป เหมือนกับที่คนในช่วง ปี ๒๕๐๐ กังวลใจกัน เพราะท่านทำนายไว้แค่นี้ไม่ใช่แปลว่ากรุงเทพฯ อายุยืนยาวเพียงแค่นี้

ดังนั้นผู้ที่เอาคำทำนายไปอ้างว่าปัจจุบันอยู่ยุคถิ่นกาขาว ทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆนั้น ขอให้ไปลองศึกษาให้ดีเสียก่อน ส่วนชื่อที่มักจะเรียกว่าพุทธทำนายนั้น สัญนิษฐานได้สองแนวทางคือ คำทำนายเกิดในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก แต่คนคงตัดตอนหรือเรียกสั้นๆเพี้ยนมาเป็นคำว่า พุทธทำนาย จนภายหลังเอาบุคคลที่มีคำว่าพุท มาเกี่ยวข้องเช่น สมเด็จพระพุทธจารย์ โต หรือสมเด็จพระสังฆราชในสมัยอยุธยา (ซึ่งจริงๆแล้วสมเด็จพระสังฆราชองค์นี้ทำนายเรื่องกรุงศรีอยุธยาแตก ซึ่งเคยปรากฏในบทละครเรื่องสายโลหิตสมัยก่อน) แล้วที่ยิ่งหนักข้อคือกล่าวว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ทำนาย ซึ่งสมัยพุทธกาลสยามประเทศยังเป็นป่ารกอยู่เลย กรุงสุโขทัยเพิ่งมีอายุเพียง เจ็ดร้อยกว่าปี กรุงเทพฯ มีอายุเพียงสองร้อยกว่าปี ขณะที่สมัยพุทธกาลนั้น สองพันกว่าปีมาแล้ว

อีกความเชื่อของที่มาคือผู้เรียบเรียงคำทำนายกรุงเทพฯ ๑๐ ยุค มักจะไปร่วมกับคำทำนายสมัยพุทธกาล คนอ่านคร่าวๆ ก็นึกว่าเป็นเรื่องเดียวกัน เลยพลอยเรียกว่าพุทธทำนายได้

ผมหวังว่าเรื่องเล่านี้จะพอทำให้คุณกระจ่างไม่หลงไปตามคำยั่วยุของบางสำนักบ้างไม่มากก็น้อย

Copyright by Polyboon Co.,Ltd