สวัสดีครับ ผมชื่อพุฒิวงศ์ บุษบวรรษ ของกล่าวทักทาย ผู้ที่ได้เข้ามาเยี่ยมชม เว็บ polyboon.com และโครงการผู้ก่อการบุญ และผู้ที่เข้ามาไหว้พระหน้าคอมฯ หรือ เข้ามานั่งสมาธิหน้าคอมฯ ผมจะขอเล่าเกี่ยวกับความเป็นมาของโครงการผู้ก่อการบุญ รวมถึง ไหว้พระหน้าคอมฯ และ การนั่งสมาธิหน้าคอมฯ รวมถึงโครงการสร้างหนังสือธรรมะ เพื่อพิมพ์เผยแผ่ธรรมะ ด้วยครับ

โครงการผู้ก่อการบุญนั้นเกิดจากแนวคิดที่ว่า โลกแห่งวัตถุนิยม และเทคโลยี ที่มีวิวัฒนาการสูงขึ้น ภาวะจิตใจและศิลธรรมประจำใจของคนในสังคมกลับด้อยลง ด้วยการอ้างถึงภาวะอันเร่งรีบ แข่งขัน ทางผู้สร้างเว็บนี้ ซึ่งเคยผ่านชีวิตมาเกือบ ๔๐ ปี ในสังคมหลากหลายรูปแบบประสบมาทั้งความสุข ความเศร้า ความสมหวัง และความผิดหวัง จึงรู้ว่าคนเราหากมีความสุข ความสมหวัง มักจะลืมนึกถึงธรรมะ ทำให้เกิดตความประมาทในการดำเนินชีวิต ครั้นพอประสบกับความผิดหวัง เสียใจ หากไม่มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ อาจนำชีวิตล้มเหลวกว่าที่ควรจะเป็น

โครงการผู้ก่อการบุญจึงคิดใช้เทคโนโลยี ในการกระจายแหล่งยึดเหนี่ยวให้คนในสังคมพุทธ โดยหวังว่าเมื่อผู้ใดมีความทุกข์ ไม่ว่าจะอยู่มุมใดของโลก หากได้เข้ามาเยี่ยมชม เว็บของเราจะทำให้เกิดกำลังใจ เกิดปัญญา ในการเผชิญปัญหาชีวิตต่างๆ ต่อไปได้ ร่วมทั้งผู้ที่ยังมีความสุข สมหวัง ก็อยากให้เข้ามาเยี่ยมชม เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันจิตใจ ให้เข้มแข็ง และมีสติ ไม่พาชีวิตตกอยู่ในวังวนของ อบายมุข จนนำตนเองเข้าสู่ความเสื่อม หรือหากต้องผิดหวังเสียใจ ก็ให้มีสติให้การดำเนินชีวิตต่อไป เพราะคนเรามีความสุข ความเศร้า สลับปรับเปลี่ยน หมุนเวียนกันไป

นอกจากนี้ยังเป็นสื่อช่วงส่งเสริมให้คนสะสมบุญบารมี เพื่อความสุขความเจริญของคุณ และครอบครัวของคุณทุกคน รวมทั้งสังคมให้มีความสงบร่มเย็น

การไหว้พระหน้าคอมฯ ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล หรือเป็นเรื่องตลก คนที่มองแบบนั้นแปลว่าคุณมองไม่เห็นพระในคอมฯ เพราะสิ่งที่เราให้คุณไหว้ สักการะบูชา คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หาใช่คอมพิวเตอร์ไม่ ก็เหมือนกับที่คุณไหว้ภาพพระพุทธรูป ไหว้พระพุทธรูป คุณก็คิดเสมอว่าที่คุณไหว้คือตัวแทนพระพุทธ หาได้ไหว้ กระดาษ ปูน หรือ โลหะ

เราเพียงต้องการให้โอกาสคนที่ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยว ต้องการกำลังใจ ต้องการความสงบ และต้องการบุญกุศล ได้มีโอกาสได้ไหว้พระสวดมนต์ หรือฟังพระสวดมนต์ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่ใดของโลกก็ตาม

ส่วนการนั่งสมาธิหน้าคอมฯ เป็นเพียงเครื่องมือให้คุณได้มีโอกาสทำจิตใจให้สงบ เพื่อมีสติในการครองชีวิตสืบต่อไป

ประวัติส่วนตัวอ่านเล่นๆ ยามว่าง ...

ชื่อพุฒิวงศ์ บุษบวรรษ เกิดกลางปี ๒๕๑๑ ที่กรุงเทพมหานคร ชีวิตพบแต่สิ่งไม่คาดฝัน ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ ด้วยอยู่ในท้องแม่นานถึงสิบเดือนกว่า เกือบสิบเอ็ดเดือน ตอนออกมาหนัก ห้ากิโลกว่า เรียกว่าทรมานแม่มากกว่าเด็กทั่วไป จึงรักแม่มากเป็นพิเศษ ขนาดกินนมแม่นานถึงปีครึ่ง แล้วตอนเกิดก็ไม่เหมือนชาวบ้านที่เขาเอาหัวออกก่อน แต่นายคนนี้เอาขาออกก่อน ทำให้มีงานพิเศษตอนเด็กๆ ทำให้ได้ขนมกินฟรี คือคนโบราณเชื่อว่าถ้าใครก้างติดคอ ให้เอาเท้าเด็กที่เอาขาออกก่อนมาเขี่ยบริเวณคอแล้วก้างจะหลุดไปเอง อย่าถามว่าจริงหรือเปล่า จำไม่ได้แล้วว่าก้างหลุดหรือเปล่า จำได้แต่ว่าตอนเด็กได้ขนมกินฟรีจากจ๊อบนี้บ่อยๆ

ที่จริงชื่อเดิมก่อนเกิดใช้ชื่อว่า เด็กชาย นิกรณ์ แซ่เล้า เพราะเป็นลูกครึ่งไทยจีน ด้วยพ่อเป็นจีนแท้ๆ แม่ก็สืบสายเลือดไทยแท้ๆ ใช้นามสกุลว่า งามชื่น แต่ที่เปลี่ยนชื่อไม่ใช่เพราะเป็นดาราแล้ว ต้องมีชื่อในวงการหรอก แต่ด้วยหลายเหตุผล เริ่มที่เหตุผลที่ว่านายอำเภอทักว่าชื่อนิกรณ์ แบบนี้ไม่มีในพจนานุกรม ให้เปลี่ยนสะ แม่เลยจัดการเปลี่ยนเป็น อนุชิตตอนปลายมัธยมปีที่ ๓ พอใกล้จบม.๖ แม่ก็ไปขอนามสกุลญาติพ่อว่า พิพัฒน์ไตรสรณ์ มาให้ใช้เพราะเมื่อก่อนชื่อว่าถ้าใช้แซ่จะเข้าเรียนต่อยาก ต่อมาหลังจากพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย เสียหมดแล้ว และชีวิตประสบความล้มเหลวอย่างหนัก ชีวิตพึ่งไปสะทุกอย่างแม้กระทั่ง เรื่องโชคลาง หมอดู จนเปลี่ยนชื่อ และนามสกุล เป็น พุฒิวงศ์ บุษบวรรษ อย่างที่ใช้ในปัจจุบัน

เรื่องเรียนก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเริ่มจากเรียนป.เตรียม คล้ายอนุบาลในปัจจุบันนะแหละครับ แม่ก็ย้ายจากคลองเตยตามมาปลูกบ้านใกล้ๆ โรงงาน ที่สมุทรปราการ แล้วก็ให้ลูกเข้าเรียนโรงเรียนวัดแถวบ้าน ชื่อโรงเรียนวัดแพรกษา ช่วงปิดเทอมก็ส่งลูกชายจอมซน ไปเป็นเด็กวัดแถวเกียกกาย บางซื่อ ชื่อวัดแก้วฟ้าจุฬามณี ด้วยแม่ใหญ่ ก็ยายนะแหละ บวชชีอยู่ที่นี่ กับหลวงตาที่บวชเป็นพระ จนทั้งหมดเสียในช่วงตอนเรียนมัธยมเลยเลิกอาชีพเด็กวัด หันมาเป็นลิงทะโมนข้ามจังหวัดเพราะม.ต้น ต้องเดินทางมาเรียนในกรุงเทพ ที่โรงเรียน ปทุมคงคา เพราะในสมัยนั้นเชื่อว่า(ชีวิตเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับความเชื่อตลอดเลยเรา) มาตรฐานของโรงเรียนกรุงเทพ ดีกว่าในต่างจังหวัด ต้องเดินทางไกลเดินทางข้ามจังหวัดเรียนอยู่ ๖ปี ด้วยความเป็นเด็กที่ขยันน้อย ฉลาดปานกลาง จบม.ต้นในโปรแกรมสายอาชีพ เรียกว่าเรียกเพื่อต่อ ปวช. ที่เลือกเพราะหนีวิชาภาษาอังกฤษ แต่เมื่อจบม.๓ ก็ต่อ ม.๔ เลย ในสายวิทย์ คณิต เปลี่ยนจากเด็กช่างเป็นเด็กวิทย์สะอย่างงั้น ทั้งที่ตัวเองชอบงานเขียนหนังสือ แต่ความกลัวภาษาอังกฤษมีมากกว่าจึงหนีไปเรียนสายวิทย์ เพราะเรียนภาษาอังกฤษน้อยกว่า จบม.๖ อย่างทุลักทุเลเอาการ โชคดีที่บังเอิญสอบเรียนต่อได้ที่ สวนสุนันทา แต่ก็เปลี่ยนจากเด็กวิทย์ มาเป็นเด็กศิลป์ เพราะเข้าเรียนอนุปริญญาในวิชาเอกศิลปะการสื่อสารและการโฆษณา ชีวิตก็เริ่มได้จับกล้องถ่ายภาพเป็นชิ้นเป็นอัน และชอบถ่ายภาพตั้งแต่นั้นมา จบอนุปริญญาก็ต่อปริญญาตรี สองปีหลังในวิชาเอกเอกนิเทศสาตร์ สาขาการโฆษณา และสาขาภาพนิ่งภาพยนต์ ด้วยเกรดที่พอเอาตัวรอดมารับปริญญาได้ แต่ไม่ดีพอที่จะเรียนต่อที่ไหน หรือเข้าทำงานหน่วยงานที่คาดหวังเด็กจบเกรดดีได้ แต่ก็เรียนโน่นเรียนนี่ไปเรื่อยเพราะความอยากรู้ ภายใต้สโลแกน สักวันต้องใช้ เรียนมั่วไปหมด ทั้งด้านการออกแบบ การนำเข้าส่งออกสินค้า โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เขียนบทละคร จนถึงเรียนโหราศาสตร์

ชีวิตเปลี่ยนงานบ่อยจนเพื่อนฝูงแนะนำให้เขียนหนังสือ คู่มือการสมัครงาน เพราะ ๒ ปีแรก ทำงาน ๗ บริษัท นับถึงปัจจุบัน ทำงานมาร่วม ๑๕ บริษัทแล้ว แต่งานส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวกับการผลิตสื่อ ทั้งงานสไลด์มัลติวิชั่น สตูดิโอถ่ายภาพโฆษณา ทำสารคดี ช่างภาพหนังสือพิมพ์ ฝ่ายศิลป์โรงพิมพ์ กองบรรณาธิการนิตยสาร เป็นครีเอทีฟ เป็นก้อปปี้ไรท์เตอร์ จนท้ายสุด มาทำงานพัฒนาเว็บไซท์ มัลติมีเดีย แอนนิเมชั่น แต่ไม่ได้ดีสักอย่าง เพราะรักสนุกชอบเที่ยวต่างจังหวัด ชีวิตมีดีอยู่ ๒ อย่างคือ ตัวเองไม่ยุ่งกับ อบายมุขมาตั้งแต่เด็ก กับมีเพื่อนที่ถึงจะน้อยแต่เปี่ยมด้วยน้ำใจ ให้ความช่วยเหลือ ยามยากลำบากเสมอมา แต่ข้อเสีย ๒ อย่างก็หนักเอาการ คือความรักสบายทำให้ออกอาการขี้เกียจ และการไม่รู้จักอดออม ใช้เงินฟุ่มเฟือย จนก่อให้เกิดปัญหาชีวิตจนต้องไม่มีแม้แต่ที่ซุกหัวนอน ต้องใช้ชีวิต แบบทุรนทุรายไปวันๆ

หลังจากงมหาทางออกชีวิตมาพักใหญ่ ก็ได้หันหน้าเข้าหาธรรมะ ทำให้เกิดการปล่อยวาง แล้วค่อยแก้ปัญหาไป ถึงชีวิตยังไม่ดีขึ้น แต่สติมีมากขึ้น ความสงบร่มเย็นในจิตใจมีมากขึ้น การร่วมสร้างเว็บโครงการผู้ก่อการบุญ ไหว้พระหน้าคอมฯ และนั่งสมาธิหน้าคอมฯ จึงถือว่าเป็นผลงานที่ภาคภูมิใจ มากของชีวิต และถือว่ารู้สึกภูมิใจที่ได้ทำให้ชีวิตมีคุณค่ามากขึ้น รองมาจากการเกิดเป็นคนไทย และการได้เกิดเป็นลูกของแม่

ความคาดหวังในอนาคตนั้นถ้าเป็นทางโลกฝันอยากทำนิตยสารเกี่ยวกับสิ่งดีดี เช่นพูดถึงคนที่ทำดี สถานที่ดี กิจกรรมดีดี และความเชื่อที่ดี เพราะคิดว่าสื่อปัจจุบันเสนอข่าวเกี่ยวกับเรื่องร้ายๆมามากเกินพอแล้ว น่าจะมีสื่อที่นำเสนอเรื่องราวที่ประเทืองจิตใจ มีสาระที่จรรโลงใจเกิดขึ้น แต่ทั้งนี้ก็คงต้องเป็นโครงการในฝันไปก่อน สักวันหากไม่ล้มหายตายจากไปสะก่อนคงได้ทำให้เป็นจริงขึ้นมา

ส่วนความคาดหวังทางธรรมก็คือ หากเป็นไปได้จะบวชในอีก สามถึงสี่ปีข้างหน้า เพราะตอนนี้หมดห่วงทางโลกแล้ว เหลือเพียงบ่วงปมปัญหาในอดีตที่รอวันแก้ไขให้สำเร็จก่อนเท่านั้น

 




::: ละความชั่วด้วยศีล
::: ศีล
::: กุศลกรรมบท
::: หิริโอตัปปะ
::: การทำบุญ ๑๐ ประเภท
::: การให้ทาน
::: การรักษาศีล
::: การเจริญภาวนา
::: ประพฤติอ่อนน้อม
::: อาสาช่วยเหลือ
::: การให้ส่วนบุญ
::: การอนุโมทนาบุญ
::: การฟังธรรม
::: การสั่งสอนธรรม
::: การทำความเห็นให้ถูกทาง
::: การเจริญภาวนา
::: การสวดมนต์
::: การทำสมาธิ
::: การเจริญวิปัสสนา
สนับสนุนข้อมูลโดย โหรามหาฤกษ์พยากรณ์

Copyright by Polyboon Co.,Ltd.